ฟังรายการ

ข่าววันใหม่ (รับสัญญาณเสียงจากช่อง 3)

01:00-02:20

Lightning Talk (บันทึกสัญญาณเสียงจาก ช่อง 13)

02:20-03:00

รีรัน"SMART SMEs" โดย สมาพร รังษีกุลพิพัฒน์

03:00-03:30

ครอบครัวข่าวเช้า

03:30-05:30

รายการของกองทัพเรือ

05:30-07:00

รายการนาวีสัมพันธ์

07:00-08:00

ข่าวต้นชั่วโมง จากทีมข่าวกองทัพเรือ 5 นาที

08:00-08:05

สารคดีเทิดพระเกียรติ, "คุยข่าวเช้า"

08:05-09:00

"คุยข่าวเช้า"

09:05-09:25

106 Active

09:25-09:30

Smart SME's

09:30-10:00

ข่าวต้นชั่วโมง จากทีมข่าวกองทัพเรือ 5 นาที

10:00-10:05

จอโลกเศรษฐกิจ, TopNEWS, จอโลกเศรษฐกิจ

10:05-11:00

ข่าวต้นชั่วโมง จากทีมข่าวกองทัพเรือ 5 นาที

11:00-11:05

รายการ ผู้หญิงถึงผู้หญิง (บันทึกสัญญาณเสียงจากช่อง 33)

11:05-11:30

รายการร่วม เครือนาวี

11:30-12:30

เที่ยงวันทันเหตุการณ์(บันทึกสัญญาณเสียงจากช่อง 33)

12:30-13:00

ข่าวต้นชั่วโมง จากทีมข่าวกองทัพเรือ 5 นาที

13:00-13:05

เที่ยงวันทันเหตุการณ์, TopNEWS, เที่ยงวันทันเหตุการณ์

13:05-14:00

ข่าวต้นชั่วโมง จากทีมข่าวกองทัพเรือ 5 นาที

14:00-14:05

มองโลกมองเรา (รับสัญญาณเสียงจาก ช่อง 28)

14:05-14:30

Smart SME (Rerun)

14:30-15:00

ข่าวต้นชั่วโมง จากทีมข่าวกองทัพเรือ 5 นาที

15:00-15:05

ข่าวต้นชั่วโมง จากทีมข่าวกองทัพเรือ 5 นาที

15:00-15:05

ตู้ ป.ณ. ข่าว3

15:05-15:45

เรื่องเด่นเย็นนี้ (บันทึกสัญญาณเสียงจากช่อง 33)

15:45-16:00

ข่าวต้นชั่วโมง จากทีมข่าวกองทัพเรือ 5 นาที

16:00-16:05

เรื่องเด่นเย็นนี้ (บันทึกสัญญาณเสียงจากช่อง 33)

16:05-17:00

ข่าวต้นชั่วโมง จากทีมข่าวกองทัพเรือ 5 นาที

17:00-17:05

เด่น-เจาะ-ลึก ,TopNEWS Thailand

17:05-18:00

เคารพธงชาติ ,รายการเดินหน้าประเทศไทย

18:00-18:20

ครอบครัวข่าว

18:20-19:00

ข่าวจากสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์

19:00-19:30

Money 360 (รับสัญญาณเสียงจากช่อง Money Chanal)

19:30-20:00

ข่าวต้นชั่วโมง จากทีมข่าวกองทัพเรือ 5 นาที

20:00-20:05

เจาะกีฬากับบิ๊กจ๊ะ

20:05-20:30

IT 24 ชม.

20:30-20:50

E-Sport what's Game

20:50-21:00

ข่าวต้นชั่วโมง จากทีมข่าวกองทัพเรือ 5 นาที

21:00-21:05

NowFC To Nice

21:05-22:00

ข่าวต้นชั่วโมง จากทีมข่าวกองทัพเรือ 5 นาที

22:00-22:05

NowFC To Nice2

22:05-22:45

ข่าวสามมิติ

22:45-23:30

"Fresh & Fun"

23:30-01:00

ข่าวประชาสัมพันธ์

การบริหารจัดการทรัพยากรแร่ในประเทศ

        กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับกรมทรัพยากรธรณี ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่มีภารกิจสำคัญในการดูแทรัพยากรธรรมชาติด้านธรณี รวมถึงการบริหารจัดการแร่ของประเทศให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด จึงได้อนุรักษ์แร่ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้ทรัพยากรแร่ต้องให้ความร่วมมือ ดังนั้นจึงควรจะพยายามใช้ให้คุ้มค่าทุกชนิดอย่างประหยัดและลดการสูญเปล่าการสำรวจแหล่งแร่ ควรมีการเร่งรัดการสำรวจทรัพยากรแร่ธาตุให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อประโยชน์ในการวางแผนการใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า                                     “แร่”เป็นทรัพยากรที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมีความสำคัญและมีบทบาทที่สนองความต้องการ ทางด้านปัจจัยต่าง ๆ ของมนุษย์ ทั้งทางด้านอุตสาหกรรม พลังงาน เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน และเครื่องประดับ ซึ่งทรัพยากรแร่ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ แร่โลหะ เป็นแร่ที่มีความเหนียว เป็นตัวทนความร้อน และไฟฟ้าได้ดีหลอมตัวได้ และมีความทึบแสง ได้แก่ แร่ดีบุก เหล็ก แมงกานีส ทองแดง ตะกั่ว อลูมิเนียม แมกนีเซียม ทองคำ เงิน วุลแฟรม ฯลฯ แร่อโลหะ เป็นแร่ที่ไม่เป็นตัวนำความร้อนมีลักษณะโปร่งแสง เปราะแตกหักง่าย ได้แก่ ฟลูออไรท์ ฟอสเฟส หิน ทราย เกลือ กำมะถัน โปแตสเซียม แคลเซียม ดินขาว ฯลฯ และแร่พลังงาน หรือแร่เชื้อเพลิงเป็นแร่ที่สำคัญถูกนำมาใช้มากเกิดจากซากสิ่งมีชีวิตในอดีต ได้แก่ ถ่านหิน น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ ความสำคัญและประโยชน์ของแร่ธาตุที่จะนำมาใช้จึงขึ้นอยู่กับระยะเวลา ความเจริญทางด้านเทคโนโลยี ตลอดจนความต้องการใช้ทรัพยากรแร่ธาตุของของมนุษย์                                             ซึ่งในปัจจุบันมนุษย์ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรแร่ในหลายกิจกรรม อาทิ ทางด้านความมั่นคง และมั่งคั่งของประเทศ ประเทศที่มีแร่ธาตุต่าง ๆ มากมาย และสามารถนำไปใช้แปรรูปเป็นผลผลิตต่าง ๆ ที่ทำประโยชน์ต่อมนุษย์ เช่น ด้านอาวุธ ด้านอุตสาหกรรม ด้านความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันของมนุษย์นำแร่ธาตุต่าง ๆ มาสร้างขึ้นเป็น ภาชนะใช้สอยพาหนะที่ช่วยในการคมนาคม อาคารบ้านเรือน ก๊าซหุงต้ม พลังงานไฟฟ้า ด้านการสร้างงานแก่ประชาชน ทำให้ประชาชนมีรายได้จากการขุดแร่ ไปจนถึง แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ไปสู่ผู้บริโภค เช่น รัตนชาติ เป็นแร่ที่มีลักษณะสีสันสวยงาม นำมาใช้ทำเครื่องประดับต่าง ๆ มากมาย จากการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรแร่ในด้านต่างๆ ทำให้เกิดปัญหามากมายตามมา เช่น  ปัญหาสิ่งแวดล้อมบริเวณที่ทำเหมืองแร่มักส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนไม่มากก็น้อย ตลอดจนมีการเรียกร้องสิทธิของประชาชนและชุมชนในการมีส่วนร่วมในการจัดการการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรแร่ การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเยียวยาความเสียหายให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมือง ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นยืดเยื้อยาวนาน  ปัญหาการใช้แร่ธาตุบางประเภทเป็นจำนวนมากโดยขาดการควบคุม เช่น แร่เหล็กถูกนำมาใช้มากและแพร่หลายที่สุด ถ่านหิน น้ำมันปิโตรเลียม ดีบุก ฯลฯ รวมถึง ปัญหาการใช้แร่ไม่คุ้มค่า ได้แก่ พวกแร่ที่ใช้แล้วยังเหลืออยู่ยังสามารถนำกลับไปใช้อีก เช่น เหล็ก ส่วนแร่ที่นำไปใช้แล้วหมดไป เช่น ถ่านหิน น้ำมัน ปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ                         จากปัญหาดังกล่าวรัฐบาล ได้เข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาประเทศชาติในทุกมิติ โดยมอบหมายกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปรับปรุงพระราชบัญญัติแร่เพื่อจะแก้ไขปัญหาที่มีมาในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำเหมืองแร่จากวันนี้ไปสู่อนาคต ที่ต้องคำนึงถึงสุขภาพของประชาชน วิถีชีวิตของชุมชนและผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่จะต้องมีความสมดุลเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ต้องคำนึงว่าการทำเหมืองแร่นั้นเป็นสิ่งจำเป็น แต่จะทำอย่างไรที่ได้ประโยชน์แล้วจะต้องไม่กระทบต่อชีวิตประชาชนในพื้นที่โดยรอบเหมืองแร่มากจนเกินไป  รวมทั้งเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม ภายใต้พระราชบัญญัติแร่ฉบับใหม่ ซึ่งมีผลบังคับใช้ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2560 ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติ เพื่อจะควบคุม กำกับดูแล ให้การทำเหมืองแร่มีธรรมาภิบาล และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ให้เกิดความสมดุลระหว่างการพัฒนากับการรักษาสิ่งแวดล้อมให้ควบคู่กันไปได้อย่างยั่งยืน รวมถึงการบริหารจัดการแร่ของประเทศให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด                                         กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรธรณี ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่มีภารกิจสำคัญในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติด้านธรณีรวมถึงการบริหารจัดการแร่ของประเทศ ให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด ได้เล็งเห็นปัญหาจากการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรแร่ที่มีมากและขาดการควบคุม ซึ่งปัจจุบันซึ่งกำลังประสบปัญหาหากไม่มีการป้องกันแก้ไข ดังนั้นการอนุรักษ์แร่จึงเป็นเรื่องที่ประชาชนและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้ทรัพยากรแร่ต้องให้ความร่วมมือร่วมมือ อาทิ การใช้แร่ธาตุอย่างประหยัด ในการทำเหมืองแร่บางอย่างนั้นบางทีทรัพยากรแร่ธาตุที่ได้มา อาจมีหลายชนิด ดังนั้นจึงควรจะพยายามใช้ให้คุ้มค่าทุกชนิด อย่างประหยัดและลดการสูญเปล่า การสำรวจแหล่งแร่ ควรมีการเร่งรัดการสำรวจทรัพยากรแร่ธาตุให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อประโยชน์ในการวางแผนการใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า การใช้แร่ชนิดอื่นทดแทน พยายามหาแร่ธาตุอื่น ๆ มาใช้ทดแทนแร่ที่ใช้กันมาก อาทิการใช้อลูมิเนียมแทนเหล็ก นำแร่ที่ใช้แล้วกลับมาใช้อีก เพื่อการใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ควรมีการนำแร่ที่ใช้แล้วกลับมา ใช้อีก อาทิ ภาชนะเครื่องใช้ที่เป็นอลูมิเนียมบางอย่างที่หมดสภาพการใช้แล้วสามารถนำกลับมาหลอมใช้ใหม่ได้อีก ทรัพยากรทางธรรมชาติทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น ทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรป่าไม้ ทรัพยากรสัตว์ ป่า หรือแม้กระทั่งทรัพยากรแร่ ล้วนเป็นทรัพย์สินและมรดกของประเทศที่ทุกคนมีหน้าที่ในการช่วยกันดูแล ปกป้อง ป้องกัน รักษา และฟื้นฟูรวมถึงการใช้ทรัพยากรอย่างเกิดประโยชน์สูงสุดและเกิดความคุ้มค่าที่สุดเพื่อให้ดำรงคงอยู่คู่กับแผ่นดินและลูกหลาน ขอบคุณแหล่งที่มา : เว็บไซต์ กรมทรัพยากรธรณี http://www.dmr.go.th  เอกสารประชาสัมพันธ์กรมทรัพยากรธรณี

นโยบายที่ดินแห่งชาติ กับการแก้ไขปัญหา ?

                      ปัญหาของคนยากจน และบุกรุกที่ดิน คือการขาดที่ดินทำกิน ดังนั้น คสช และนายกรัฐมนตรีพลเอก.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงเรงเห็นปัญหาดังกล่าว เลยได้จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายที่ดิน เพื่อแก้ไขประสบปัญหาดังกล่าว ที่ก็ให้เกิดปัญหาขาดที่ดินทำกิน และเกิดการบุกรุกที่ดินของชาติ ดังนั้นการจักตั้งนโยบายที่ดินจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว                       โดยสภาพปัญหาที่ดินทำกินในประเทศไทยในห้วงเวลาที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เกิดจากหลายปัญหาด้วยกัน ทางนโยบายที่ดินจึงจะต้องแก้ไขปัญหาเหล่านี้ คือ การไร้ที่ดินทำกิน  คือการเข้าถึงและการจัดสรรการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่เป็นธรรมที่ก่อให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตและประกอบอาชีพการไม่กระจายสิทธิหรือการจัดสรรที่ดินให้แก่ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม การบุกรุกที่ดินของรัฐโดยมีการบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อเข้าไปใช้ประโยชน์ในการขยายพื้นที่ทางการเกษตร การบุกรุกจับจองของนายทุนการออกโฉนดที่ดินหรือเอกสารสิทธิที่ไม่ถูกต้อง ที่จะมีการบุกรุกแผ้วถางพื้นที่รกร้างว่างเปล่าไปเรื่อย ๆ จนเป็นบริเวณกว้างที่ดินมีจำกัด ซึ่งปัญหาการกระจายการถือครองที่ดินในประเทศ เกิดจากการมีที่ดินจำนวนจำกัดในขณะที่ประชากรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ที่ดินทำกินอยู่ในการครอบครองของคนเพียงส่วนน้อย ที่ดินถูกซื้อขายเปลี่ยนมือจากเกษตรกรไปเป็นของนายทุนการเปลี่ยนมือไปอยู่ในการครอบครองของผู้ที่มิใช่เกษตรกร เนื่องจากราษฎรขายสิทธิ์ทำกินหรือการจำนองราษฎรบางส่วนไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเองหรือมีที่ดินไม่พอเพียง หรือมีที่ดินแต่ไม่มีเอกสารสิทธิ   คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) คือหน่วยงานใด? สำคัญอย่างไร ?                                                                                                                  คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) คือหน่อยงานที่ คณะ คสช โดย พลเอกประยุทธ์ จันโอชา ที่แลเห็นปัญหา ได้จัดตั้งขึ้น โดยมีเอกชน และส่วนราชการเป็นคนดูแลร่วมกัน                          และได้จัดตั้ง3อนุกรรมการขึ้น โดย คณะอนุกรรมการทั้ง 3 คณะ ประกอบด้วยคณะอนุกรรมการจัดหาที่ดิน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธาน มีหน้าที่ในการ สำรวจ ตรวจสอบ จัดทำข้อมูลที่ดินและแผนที่ขอบเขตที่ดินที่จะจัดให้แก่ผู้ยากไร้ที่ไม่มีที่ทำกินและที่อยู่อาศัย พร้อมด้วยรายชื่อผู้ครองครองและส่งมอบให้กับคณะอนุกรรมการจัดที่ดินดำเนินการต่อไป  คณะอนุกรรมการจัดที่ดิน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมอบหมาย มีหน้าที่ในการสำรวจ ตรวจสอบ จัดทำข้อมูลและแผนปฏิบัติการจัดที่ดินทำกินให้แก่ผู้ยากไร้ไม่มีที่ทำกินและที่อยู่อาศัย กำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดที่ดิน จัดที่ดินให้แก่ผู้ยากไร้ในรูปแบบชุมชนที่เหมาะสม เช่น สหกรณ์หรือรูปแบบอื่นๆที่เหมาะสม คณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมาย มีหน้าที่ ในการส่งเสริมพัฒนาอาชีพ และการตลาดในรูปแบบเศรษฐกิจชุมชนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้การใช้ระบบอนุรักษ์ดินและน้ำที่เหมาะสม การใช้ประโยชน์ที่ดินบนพื้นฐานข้อมูล Zoning การส่งเสริมการรวมกลุ่ม การสนับสนุนเข้าถึงแหล่งทุนและการส่งเสริมและจัดทำบัญชีครัวเรือน                      เพื่อความเป็นธรรมและแก้ไขปัญหา ป้องกันและฟื้นฟู กรรมการทั้ง 3 คณะ ได้ยึดหลักจากนโยบายรัฐบาลและข้อสั่งการของ คสช. ประกอบด้วย                 1.นโยบายในการลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และการสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐ ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาการไร้ที่ดินทำกินของเกษตรกร และการรุกล้ำเขตป่าสงวน        2.นโยบายการรักษาความมั่นคงของฐานทรัพยากรและการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนเพราะรัฐบาลให้ความสำคัญกับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติไว้ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ โดยยึดแนวพระราชดำริที่ให้ประชาชนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้                                                           

สร้างป่า ดูแลป่า ปลูกป่า สร้างป่าชุมชน ทำป่าในเมือง ปลูกไม้ยืนต้นในเขตเมือง เพื่อความสุขของคนไทยให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

                             กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม               เดินหน้า โครงการ ป่าในเมือง "สวนป่าประชารัฐ เพื่อความสุขของคนไทย"                                                                ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้คนอยู่ร่วมกับป่า สร้างป่า ดูแลป่า ปลูกป่า สร้างป่าชุมชน ทำป่าในเมือง ปลูกไม้ยืนต้นในเขตเมืองให้มากขึ้น โดยเลือกพื้นที่ที่มีความเหมาะสมอยู่ใกล้ชุมชมเพื่อดำเนินโครงการป่าในเมือง สวนป่าประชารัฐ เพื่อความสุขของคนไทย โดยภาครัฐร่วมกับท้องถิ่นและชุมชนดำเนินงานภายใต้การมุ่งเน้นการพัฒนาที่คำนึงถึงเรื่องความสมดุลกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้มากยิ่งขึ้นในรูปแบบของพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนเข้ามาใช้ประโยชน์ได้ตามความเหมาะสมของพื้นที่ด้วยการดำเนินโครงการภายใต้การมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่นในการอนุรักษ์ผืนป่าในเขตเมือง              การดำเนินโครงการดังกล่าว พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดดำเนินโครงการป่าในเมือง สวนป่าประชารัฐเพื่อความสุขของคนไทยให้ครอบคลุมทั่วประเทศโดยแต่ละพื้นที่จะมีรูปแบบกิจกรรมที่ประชาชนสามารถเข้าไปดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้ เช่น ชมวิวทิวทัศน์ มีเส้นทางเดินระยะใกล้ เส้นทางจักรยาน ทางเดินศึกษาธรรมชาติเป็นสถานที่พักผ่อน มีลานกางเต็นท์ และสามารถออกกำลังกายได้ด้วย โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตั้งเป้าหมายไว้ภายในปี 2561 จะเพิ่มพื้นที่ป่าในเมืองฯ ทั่วประเทศกว่า 246,000 ไร่ แบ่งเป็น กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช มีพื้นที่สำหรับดำเนินโครงการฯ จำนวน 35 แห่ง รวมเนื้อที่ทั้งสิ้น 228,149 ไร่ กรมป่าไม้ ดำเนินโครงการฯ ร่วมกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 26 แห่ง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มีพื้นที่ดำเนินโครงการผ่านการดำเนินการในรูปแบบของคณะกรรมการบูรณาการร่วมกับท้องถิ่น ในการจัดการป่าในเมือง จำนวน 20 แห่ง ใน 16 จังหวัดติดชายทะเล รวมเนื้อที่ทั้งสิ้น 10,547 ไร่             ในส่วนของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ล่าสุดได้ดำเนินการเปิดโครงการป่าในเมืองระยอง “ป่าชายเลนพระเจดีย์กลางน้ำ อัญมณีหนึ่งเดียวในระยอง” ขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 มกราคม พ.ศ.2561 โดยได้รับเกียรติจาก พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาเป็นประธานพิธีเปิด ณ บริเวณสวนสาธารณโขดปอ ชุมชนเนินพระ อ.เมืองระยอง จ.ระยอง ทั้งนี้ ก้าวต่อไปจะดำเนินการเปิดทุกที่ให้แล้วเสร็จในเร็วๆ นี้              โครงการป่าในเมืองระยอง ป่าชายเลนพระเจดีย์กลางน้ำ อัญมณีหนึ่งเดียวในระยอง เป็นการบริหาร จัดการ พัฒนาพื้นที่ป่าชายเลนบริเวณปากแม่น้ำระยอง ท้องที่ ต.ปากน้ำ และ ต.เนินพระ อ.เมือง จ.ระยอง ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1, จังหวัดระยอง, องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ระยอง, เทศบาลนครระยอง, เทศบาลตำบลเนินพระ, บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน), บริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์, บริษัทบีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด, บริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่ร่วมบริหารจัดการผ่านรูปแบบคณะกรรมการดำเนินโครงการฯ เพื่อสร้างแนวทางด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในพื้นที่อย่างยั่งยืน         อนึ่ง โครงการป่าชายเลนพระเจดีย์กลางน้ำ อัญมณีหนึ่งเดียวในระยองแห่งนี้  ได้เริ่มดำเนินการพัฒนาพื้นที่มาตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2560 มีพื้นที่รวมทั้งสิ้นจำนวน 500 ไร่ เพื่อจัดทำศาลาเรียนรู้ ศาลาพักผ่อน สะพานทางเดินศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน เรือนเพาะชำกล้าไม้ชุมชน ทางเดินศึกษาธรรมชาติ ท่าเทียบเรือ2 จุด และอาคารสำนักงานโครงการ และพัฒนาให้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่าชายเลนในเมืองระยองได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม สร้างรายได้เพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตทางด้านเศรษฐกิจ และสังคมเพื่อรองรับระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC ไปพร้อมๆ กัน            

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล เติมน้ำลงสู่ใต้ดินผ่านบ่อเติมน้ำบาดาล บรรเทาน้ำท่วม – น้ำแล้ง เพื่อยกระดับน้ำบาดาลให้มีคุณภาพ

บ่อเติมน้ำบาดาล บรรเทาน้ำท่วม – น้ำแล้ง   “ฤดูฝนผ่านไป ฤดูแล้งเตรียมเข้ามาแทนที่ ปีนี้ปัญหาเกษตรกรขาดแคลนน้ำจะกลับมาอีกหรือไม่?” บ่อวง บ่อตอกที่ทำไว้จะมีน้ำสูบใช้พอหรือเปล่า? ปีนี้แม้จะปรับแก้อะไรไม่ทัน เพราะน้ำจากฟ้าผ่านไปแล้ว ปีหน้าถ้าไม่อยากมีปัญหา แล้งนี้ กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเชิญชวนเกษตรกรที่ปล่อยทิ้งบ่อวง บ่อตอก กลายเป็นบ่อร้าง มาร่วมฟื้นฟูให้เป็นบ่อน้ำดังเดิม ความสำเร็จของรัฐบาล โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้ทดลองเติมน้ำลงสู่ใต้ดินผ่านบ่อวงที่ถูกทิ้งร้าง เพื่อยกระดับน้ำบาดาล  ในพื้นที่บ้านหนองจอก หมู่ที่ 6 ตำบลนางลือ อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท โดยประชาชนมีความพึงพอใจ และให้การตอบรับที่ดี     “รูปแบบการเติมน้ำเป็นแบบเติมผ่านบ่อวง” เป็นการนำบ่อวงร้างที่เกษตรกรไม่ใช้งาน มาปรับปรุงให้เป็นบ่อวงสำหรับเติมน้ำใต้ดินระดับตื้น ทั้งนี้ ที่พิจารณาคัดเลือกพื้นที่นี้ เนื่องจากเป็นบ้านหนองจอกเป็นหมู่บ้านที่ประสบปัญหาน้ำท่วม และน้ำแล้งเป็นประจำทุกปี เกษตรกรเจาะบ่อน้ำบาดาลระดับตื้นหรือที่เรียกว่า “บ่อตอก” ความลึกประมาณ 14-20 เมตร เพื่อนำน้ำขึ้นมาทำนา จนประสบปัญหาระดับน้ำบาดาลลดลง เกษตรกรต้อง “ทรุดบ่อ” นำเครื่องสูบน้ำแบบหอยโข่งลงไปติดตั้งภายในบ่อวงที่ขุดล้อมรอบบ่อตอก เพื่อให้สามารถสูบน้ำขึ้นมาใช้ได้ เป็นเหตุให้เกษตรกรบางรายที่ลงไปทรุดบ่อ หรือลงไปซ่อมบำรุงเครื่องสูบน้ำภายในบ่อวง ขาดอากาศหายใจ เสียชีวิตหลายราย ทำให้บ่อวงจำนวนมากถูกทิ้งร้าง ไม่ใช้งาน ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงเป็นช่องทางที่ทำให้เกิดการปนเปื้อนแหล่งน้ำบาดาลได้โดยง่าย กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจึงได้นำบ่อวงร้างที่เกษตรกรไม่ใช้งานมาปรับปรุงให้เป็นบ่อวงสำหรับเติมน้ำใต้ดินระดับตื้น โดยคาดหวังว่าระดับน้ำใต้ดินจะสูงขึ้น เกษตรกรสามารถนำน้ำที่มีปริมาณมากในช่วงน้ำหลากมากักเก็บไว้ใต้ดิน เพื่อใช้ยามขาดแคลน และป้องกันอันตรายที่อาจเกิดจากการพลัดตกลงไปในบ่อวงที่ถูกทิ้งร้าง ซึ่งผลการดำเนินงานพบว่าประสบความสำเร็จด้วยดี ภายในระยะเวลาประมาณ 45 วันหลังการก่อสร้างแล้วเสร็จ พบว่าระดับน้ำใต้ดินสูงขึ้น จากเดิมลึกจากผิวดินลงไป 10 เมตร ยกระดับมาอยู่ที่ประมาณ 3 เมตร จากผิวดินลงไป โดยจุดเด่นของนวัตกรรมการเติมน้ำใต้ดินที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ศึกษาและคิดค้น  เป็นเทคโนโลยีแบบง่าย ๆ ต้นทุนในการดำเนินการไม่แพง เพราะต้องการให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย  และสามารถนำไปทำเองได้  โดยมีต้นทุนในการทำบ่อเติมน้ำประมาณ 35,000 บาทต่อบ่อ  แต่หากนำบ่อวงร้างมาปรับปรุงพัฒนาจะมีต้นทุนเพียง 25,000 บาท เท่านั้น  การทำบ่อเติมน้ำในลักษณะนี้จะได้ประโยชน์ 3 อย่างคือ    1) ช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมขังในฤดูน้ำหลาก     2) เพิ่มปริมาณน้ำสำรองใต้ดินซึ่งประชาชนสามารถสูบน้ำนั้นกลับมาใช้ในช่วงฤดูแล้ง    3) สร้างความชุ่มชื้นให้กับผืนดินบริเวณโดยรอบที่สำคัญคือ ช่วยป้องกันไม่ให้คนได้รับอันตรายจากการตกลงไปในบ่อร้าง      สำหรับแผนงานในอนาคต กรมทรัพยากรน้ำบาดาล จะของบประมาณเพื่อนำบ่อวงร้างในเขตภาคกลาง 5 จังหวัด อีกจำนวน 2,000 บ่อ พัฒนาเป็นบ่อเติมน้ำ และจะพยายามทำเป็นบ่อตัวอย่างกระจายออกไปให้มากที่สุด เพื่อให้ผู้ที่สนใจมาเรียนรู้ดูงาน และนำกลับไปทำเอง โดยกรมฯ จะเป็นพี่เลี้ยงที่คอยให้คำแนะนำ เกษตรกรอยู่ในพื้นที่ที่มีปัญหาท่วมแล้งซ้ำซาก มีน้ำหลาก สนใจติดต่อสำนักทรัพยากรน้ำบาดาล เขต 1-12 หรือ Green Call 1310 กด 4 ทั้งนี้ ประชาชน สามารถติดตามข่าวสารและเรื่องราวเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำบาดาลได้ที่ www.facebook.com/groundwater4.0 หรือ แอพพลิเคชัน Line : http://line.me/ti/p/@groundwater4.0 และ Youtube Channel : https://www.youtube.com/channel/UCCz4LwyrE4cvwpYXa6eA8FQ/  

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สร้างจิตสำนึก รณรงค์ แก้ไขปัญหาขยะล้นเมือง เพื่อลดปริมาณขยะตั้งแต่แหล่งกำเนิดต้นทาง จาก “ขยะไร้ค่า” ให้เป็น “สิ่งมีค่า”

  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสนับสนุนความร่วมมือของเครือข่ายชุมชน โรงเรียน อปท. ในการร่วมกันดำเนินงาน เพื่อแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยแบบครบวงจร       จากการเพิ่มขึ้นของปริมาณมูลฝอยทั่วประเทศทุก ๆ ปี ตามการขยายตัวของชุมชนและประชากรที่เพิ่มขึ้น หลายท้องถิ่นประสบปัญหาเรื่องการจัดการขยะมูลฝอย ประชาชนขาดจิตสำนึกไม่มีส่วนร่วมในการลด คัดแยก และการทิ้งขยะ การจัดการขยะที่ต้นทางจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการช่วยแก้ไขปัญหาขยะที่เกิดขึ้นในชุมชน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้สนับสนุนให้มีการจัดการขยะต้นทาง โดยส่งเสริมให้มีการคัดแยกขยะมูลฝอยออกจากแหล่งกำเนิด สนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน สถานศึกษา สถานประกอบการ และภาคีเครือข่ายมีส่วนร่วมในการลดคัดแยกและนำขยะมูลฝอยกลับมาใช้ใหม่ เพื่อเสริมสร้างสังคมรีไซเคิล ซึ่งจะเป็นทางออกหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการลดปริมาณขยะมูลฝอยได้ สอดคล้องกับ Roadmap การจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมผลักดันให้ “การจัดการขยะมูลฝอยเป็นวาระแห่งชาติ” ในการสร้างวินัยของคนในชาติมุ่งสู่การจัดการที่ยั่งยืน      จากการเพิ่มขึ้นของปริมาณขยะมูลฝอยทั่วประเทศ ปี 2559 ประมาณ 27 ล้านตัน หรือประมาณ 74,000 ตันต่อวัน โดยมีการดึงขยะกลับมาใช้ประโยชน์เพียง 5.76 ล้านตัน และมีอัตราการผลิตขยะของคนอยู่ที่ 1.14 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ขยะจึงเป็นเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมและมีผลต่อสุขภาพอนามัยและที่สำคัญขยะชุมชนมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นทุกปี จากการเพิ่มขึ้นของประชากร การขยายตัวทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม และนับวันจะมีเพิ่มมากขึ้น โดยส่วนใหญ่การกำจัดขยะชุมชนของประเทศ ยังใช้วิธีการฝังกลบ ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกแต่จะกลายเป็นปัญหาที่สำคัญของประเทศในอนาคตอีกไม่กี่ปีข้างหน้าอันเนื่องจากไม่สามารถเพิ่มพื้นที่ในการฝังกลบได้และเป็นสถานที่อันไม่พึงประสงค์ของประชาชน       การบริหารจัดการขยะอย่างถูกวิธีจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งวิธีการจัดการขยะที่ง่ายที่สุดและสำคัญที่สุดคือการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง คือควรเริ่มจัดการขยะจากในครัวเรือนของตนเอง โดยสามารถคัดแยกขยะแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้ 1. ขยะอินทรีย์ เป็นขยะที่สามารถย่อยสลายได้ เช่น เศษอาหาร ผัก ผลไม้ หญ้า ใบไม้ กิ่งไม้ ซากพืช ซากสัตว์ เป็นต้น 2. ขยะรีไซเคิล เป็นสิ่งที่ยังมีประโยชน์สามารถนำไปแปรรูปกลับมาใช้ใหม่ เช่น กระดาษ พลาสติก แก้ว โลหะ กล่องเครื่องดื่มแบบ UHT กระป๋อง และแผ่นซีดี เป็นต้น 3. ขยะอันตราย เป็นสิ่งที่มีองค์ประกอบหรือปนเปื้อนสารอันตราย วัตถุมีพิษ วัตถุกัดกร่อน วัตถุติดเชื้อและวัตถุไวไฟ เช่น ถ่านไฟฉาย แบตเตอรี่ หลอดไฟ ขวดน้ำยา กระป๋องยาฆ่าแมลง กระป๋องสเปรย์ เป็นต้น 4. ขยะทั่วไป ซึ่งเป็นสิ่งอื่น ๆ นอกเหนือจากข้างต้น อาจนำมาใช้ใหม่ได้ แต่ย่อยสลายยาก ไม่คุ้มค่าในการแปรรูปกลับมาใช้ใหม่ เช่น เศษผ้า เศษหนัง ซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป พลาสติกห่อขนม เป็นต้น     กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีการดำเนินงานเพื่อสร้างจิตสำนึกของประชาชนเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาขยะในภาพรวม โดยการเสริมสร้างจิตสำนึก ให้ความรู้ข้อมูลข่าวสารรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ เพื่อลดปริมาณขยะตั้งแต่แหล่งกำเนิดต้นทาง ปรับความคิดจาก “ขยะไร้ค่า” ให้เป็น “สิ่งมีค่า” เพื่อแก้ไขปัญหาขยะล้นเมือง โดยใช้หลักการ 3Rs (Reduce Reuse Recycle : ลดใช้ทรัพยากร การใช้ซ้ำ และการรีไซเคิล) มากกว่าการกำจัดขยะที่ปลายทาง และแนวคิดขยะเหลือศูนย์ (Zero Waste) เพื่อให้ทุกฝ่ายของสังคมร่วมมือกันทบทวน เพื่อหาวิธีทำให้ปริมาณขยะที่ต้องกำจัดให้ลดลงเหลือน้อยที่สุดจนเป็นศูนย์ • ใช้น้อย Reduce การลดปริมาณขยะที่จะเกิดขึ้นให้น้อยลง เป็นการจัดการขยะมูลฝอยที่ต้นทาง โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการอุปโภคบริโภค เช่น การใช้ผ้าเช็ดหน้าแทนกระดาษทิชชู่ การใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก การนั่งทานอาหารที่ร้านหรือการนำปิ่นโตหรือกล่องข้าวที่ล้างทำความสะอาดได้แทนการใส่กล่องโฟม การใช้สินค้าชนิดเติม เป็นต้น • ใช้ซ้ำ Reuse การใช้ซ้ำใช้ให้คุ้มค่าก่อนที่จะทิ้ง เป็นการคิดก่อนจะทิ้งว่าสิ่งของชิ้นไหน ยังสามารถใช้ซ้ำได้อีก โดยอาจจะนำมาดัดแปลงใช้ซ้ำในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การใช้กระดาษ 2 หน้า เสื้อผ้าชุดเก่า แต่ยังทนสามารถนำมาดัดแปลงตกแต่งใหม่ให้ไม่น่าเบื่อ หรือถ้าเปื่อยแล้วก็นำมาทำผ้าขี้ริ้ว ซ่อมแซมเครื่องใช้ที่เสียเพื่อให้ใช้ได้อีกครั้ง เป็นต้น • นำกลับมาใช้ใหม่ Recycle เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ สิ่งของบางอย่างที่จะทิ้งให้เป็นขยะ สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ ดังนั้น จึงควรแยกขยะรีไซเคิลเพื่อนนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ซึ่งสามารถทำได้โดยการขายขยะรีไซเคิลให้กับร้านรับซื้อของเก่า     การที่จะสามารถบริหารจัดการขยะมูลฝอยได้อย่างประสิทธิภาพ จุดสำคัญอยู่ที่การคัดแยกขยะ ต้นทางซึ่งคือการคัดแยกขยะระดับครัวเรือน ก่อนนำขยะเข้าสู่ระบบและกระบวนการจัดการต่อไป เพราะหากไม่มีการคัดแยกขยะที่ดี จะกระทบถึงการบริหารจัดการขยะมูลฝอยทั้งระบบ หากระดับครัวเรือนไม่มีการลดและคัดแยกขยะปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัดจะมีปริมาณมากทำให้บ่อฝังกลบขยะเต็มก่อนอายุการใช้งานจริง ดังนั้น การคัดแยกขยะมูลฝอยระดับครัวเรือน จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในกระบวนการจัดการขยะจากต้นทาง เพราะการคัดแยกขยะรีไซเคิลในครัวเรือน นำไปจำหน่ายให้กับร้านรับซื้อของเก่า ลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัดยังสร้างรายได้ให้กับครัวเรือน หรือการนำขยะอินทรีย์มาทำปุ๋ยหมักอินทรีย์ ใช้ในการเกษตรช่วยลดต้นทุนทางการเกษตรเป็นต้น      เมื่อปริมาณขยะมูลฝอยลดลงค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการก็จะลดลงตามไปด้วย ทั้งค่าใช้จ่ายในการเก็บขน ค่ากำจัดขยะ ยืดอายุการใช้งานบ่อฝังกลบขยะไม่ต้องลงทุนสร้างบ่อฝังกลบขยะแห่งใหม่ ซึ่งใช้งบประมาณที่สูงเงินส่วนที่เหลือก็จะกลับคืนสู่ประชาชนในรูปแบบของสาธารณะประโยชน์ต่าง ๆ แต่การส่งเสริมการคัดแยกขยะในครัวเรือน จำเป็นต้องสร้างองค์ความรู้ ปลูกฝังจิตสำนึก และส่งเสริมการมีส่วนร่วมให้กับประชาชนเสียก่อน หากประชาชนในชุมชนช่วยกันลดปริมาณขยะตั้งแต่ต้นทาง โดยใช้หลัก 3Rs ใช้น้อย ใช้ซ้ำ นำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งได้แก่ การลดปริมาณขยะ (Reduce)การนำกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) และการนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) จะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถนำงบประมาณที่ต้องใช้ในการกำจัดขยะไปใช้ในการพัฒนาด้านอื่น ๆ ในชุมชนได้ต่อไป